วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ภารกิจ ' จุไรรัตน์ ปันยารชุน ' โค้งสุดท้ายก่อนถ่ายโอน บสท.

ภารกิจ ' จุไรรัตน์ ปันยารชุน ' โค้งสุดท้ายก่อนถ่ายโอน บสท.
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์


บทบาทของ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่งรับภาระการโอนหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงวิกฤตปี 2540 กำลังจะมาถึงโค้งสุดท้าย โดยตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บสท. ปี 2544 จะต้องยุติบทบาทในวันที่ 8 มิ.ย. 2554 นี้

จนถึงสิ้นปี 2553 ปรากฏว่า บสท.สามารถได้บริหารจัดการหนี้สินด้อยคุณภาพได้ข้อยุติ 15,201 ราย คิดเป็นมูลค่าทางบัญชี 7.74 แสนล้านบาท
คำถาม คือ หากปิด บสท .แล้ว ทิศทางการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของประเทศจะมีแนวทางอย่างไร จำเป็นที่ประเทศไทยยังต้องมี เอเอ็มซีของรัฐ ในการขับเคลื่อน�ะสางหนี้เสียในระบบเพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจหรือไม่
รวมทั้งการปล่อยให้เอเอ็มซีของรัฐอีก 2 แห่ง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) เข้ามารับมือกับการบริหารหนี้เสียที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร
จุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บสท. ประเมินว่า ณ วันที่ 8 มิ.ย. 2554 บสท.จะมีสินทรัพย์รวม 1.7 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว (TDR) 5.1 หมื่นล้านบาท สินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) 8 หมื่นล้านบาท เงินฝากธนาคาร 3.9 หมื่นล้านบาท และมีหนี้สินจากตั๋วสัญญาใช้เงินที่ยังไม่ได้ไถ่ถอน 6.1 หมื่นล้านบาท สัดส่วนสินทรัพย์ต่อหนี้สิน 278.7%
และเมื่อเริ่มวันที่ 9 มิ.ย. 2554 คณะกรรมการชำระบัญชีจำนวน 7 คน ที่แต่งตั้งโดย รมว.คลัง จะเข้ามาทำงานแทน มีกรอบเวลาชำระบัญชีให��เสร็จภายใน 1 ปี หากไม่เสร็จต้องรายงานต่อ รมว.คลัง ทราบเพื่อที่จะขยายเวลาการทำงานได้อีก 1 ปี
ในปีแรกอาจต้องทำงานหนักมาก เพราะจะต้องจัดตั้งกองสินทรัพย์ที่จะขาย มีโจทย์หลักคือจะตั้งกองสินทรัพย์อย่างไรให้ดูดีและเป็นธรรม ที่สำคัญไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย
โดยขณะนี้ บสท.จัดทำแผนยุบเลิก บสท. จะเตรียมเรื่องการส่งมอบว่ามีอะไรที่ค้าง แต่ละงานมีใครรับผิดชอบ พอคณะกรรมการชำระบัญชีเข้ามาจะได้ทำงานต่อได้ทันที
บสท. ได้เสนอแนวคิดแนวทางการจัดตั้งกองสินทรัพย์ โดยต้องการจัดตั้งกองสินทรัพย์มีการแยกบัญชีลูกหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว (TDR) แยกจากสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) และแยกตามสถาบันที่โอนมา
บสท. เสนอให้มีการประมูลสินทรัพย์แบบเฉพาะเจาะจง โดยในส่วนบัญชีลูกหนี้ที่มีการปรับโครงส��้างหนี้แล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังคิค 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1.การเปิดให้ บสก. กับ บสส. เข้ามาประมูลเท่านั้น
แนวทางที่ 2 คือ สถาบันการเงินผู้โอนมาซื้อไป เพราะเป็น ลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และมีการผ่อนชำระหนี้ตามปกติ สถาบันการเงินผู้โอนบางรายต้องการที่จะซื้อ เพราะเป็นหนี้ของเขา เท่ากับเป็นการเพิ่มฐานสินเชื่อ เพราะหนี้บางรายปรับโครงสร้างหนี้แล้วมีการผ่อนชำระหนี้ดีมาก ซึ่งมีสถาบันการเงินบางรายสนใจที่จะซื้อแล้ว
ส่วนหนี้เอ็นพีเอ เหลือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นเอ็นพีเอพร้อมขายประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และอยู่ในระหว่างการบังคับคดี 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะจัดกองสินทรัพย์ขายแบบเฉพาะเจาะจงให้ บสก. กับ บสส. แต่สถาบันการเงินคงจะมาซื้อไม่ได้เพราะมีข้อกำจัดในการถือครอง��ินทรัพย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ถือครองสินทรัพย์เอ็นพีเอได้ไม่เกิน 5 ปี เป็นอุปสรรคในการเข้ามาซื้อเอ็นพีเอ
บสท.คิดว่าแนวทางการจัดการสินทรัพย์ดังกล่าวจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและไม่กระทบกับระบบเศรษฐกิจ เหตุผลที่ไม่ขายให้กับเอกชนหรือต่างประเทศ และเลือกที่จะขายแบบเฉพาะเจาะจงให้กับเอเอ็มซีของรัฐเพื่อให้นำไปจัดการต่อ ทั้งที่มีหลายคนมองว่าน่าจะเปิดประมูลขายทั่วไปเพราะจะทำให้มีการแข่งขันด้านราคา แต่จริงๆ บสก.มีราคากลางของสินทรัพย์ทั้งหมด
"มองว่าการซื้อกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับรัฐ คือ บสก. บสส. เราลดตรงนี้ไปเพิ่มตรงโน้นก็กระเป๋าเดียวกัน ประเทศก็ไม่เสียหาย ลูกหนี้ก็ไม่กระทบ เพราะการปรับโครงสร้างไม่ใช่โหดร้ายรุนแรง" จุไรรัตน์ ระบุ
นอกจากนั้น ทรัพย์ส่วนใหญ่ที่โอนมา 73% �ป็นหนี้ที่โอนมาจากสถาบันการเงินภาครัฐ ในจำนวนนี้เกือบ 40% มาจาก บสส. เพราะโอนมาประมาณ 3 แสนล้านบาท ฉะนั้นการตั้งโมเดลขายให้ บสส. หรือ บสก. น่าเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างดี เพราะว่าผู้โอนคือภาครัฐ ผู้ซื้อกลับไปก็คือภาครัฐ หลังจากการบริหารจัดการเสร็จ เอกชนโอนมาเพียง 20%
ลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วโอกาสที่สถาบันการเงินจะมาซื้อมีมาก ตอนนี้จึงได้เปิด "ดาตารูม" เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เปิดข้อมูลให้สถาบันการเงินมาดูลูกหนี้ของตนเอง ว่าควรซื้อลูกหนี้กลับคืนหรือเปล่า หากมีการเปิดให้สิทธิซื้อคืนก่อน ซึ่งธนาคารกรุงเทพได้เข้ามาดูแล้วก็มองว่าลูกหนี้เก่าหลายรายมีศักยภาพปรับปรุงหนี้แล้ว ก็จะประมูลซื้อกลับ ก็คงจะต้องเป็นในช่วงของคณะกรรมการชำระบัญชีในการตัดสินใจ
"ถ้าจะมาซื้อบัญชีลูกหนี้กล�บไปก็ต้องขอให้เหมาซื้อไปไม่ใช่มาเลือกเป็นรายลูกหนี้ไป ถ้าเลือกซื้อบัญชีลูกหนี้จะต้องจ่ายในราคาตามมูลค่าปัจจุบัน ไม่ได้ส่วนลดเหมือนกับการเหมาซื้อบัญชีลูกหนี้ทั้งกอง" จุไรรัตน์ กล่าว
นอกจากนั้น ยังเสนอด้วยว่า หลังจากยุติภารกิจ บสท.แล้วรัฐบาลควรมีโฮลดิงคอมพานี แต่ก็ไม่อยากจะให้เรียกว่าเอเอ็มซีแห่งชาติ เป็นเอเอ็มซีโฮลดิง ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าของหรือให้เป็นองค์กรอิสระอีกหน่วยหนึ่งขึ้นมา ที่จะไม่ติดระบบราชการ และไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ เงินทุนเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องมาก เพราะว่าจะมีสินทรัพย์ที่อยู่ในองค์กร
"มองว่ายังคงต้องมีเอเอ็มซีรัฐในการบริหารจัดการหนี้เสียของประเทศ แม้ว่า บสท.จะปิดไปแล้วและมีการชำระบัญชี 2 ปีตามพระราชกำหนด แม้สินทรัพย์คงเหลือจะหมดแล้ว แต่บางครั้งเรื่องคดีความยังไม่หมด จะต้องมีบุคคลที่ต้องดูแลติดตาม คำถาม คือ บสท.ไม่มีชื่อแล้ว ถูกลบออกจากทะเบียนแล้วใครจะดูแล ดังนั้นมองว่าคณะบุคคล หรือองค์กรอิสระหรือองค์กรกลางนี้จะเป็นผู้ดูแล เช่นเดียวกับกองทุนฟื้นฟูฯ แม้ว่าจะปิดตัวไป มีสินทรัพย์คงเหลือ จะขายไปให้ บสก. บสส. แต่ก็ยังมีในเรื่องของคดีความ ก็ให้เอเอ็มซีโฮลดิงเป็นผู้ดูแลได้ด้วย" จุไรรัตน์กล่าว
โดยรูปแบบของเอเอ็มซีโฮลดิงอาจจะต้องมีการจัดตั้งองค์กรนิติบุคคลเฉพาะกิจขึ้นใหม่ หรือที่เรียกว่า "เอสพีวี" เพื่อไม่ให้เกิดหนี้สาธารณะ
จุไรรัตน์ กล่าวว่า ได้เคยเสนอความคิดอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับเอเอ็มซีโฮลดิงให้ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นประโยชน์ผลได้ผลเสียเป็นอย่างไร
สำหรับเรื่องการจัดการพนักงานหลังจากยุบ บสท.นั้น กรรมการผู้จัดการ บสท. กล่าวว่า ปัจจุบัน บสท.มีพนักงานประจำ 300 คน พนักงานสัญญาจ้าง 100 คน จะมีพนักงานส่วนหนึ่งยังต้องทำหน้าที่ชำระบัญชีในช่วงแรกประมาณ 200 คน และเริ่มลดเหลือ 150 คน หรือลดครึ่งหนึ่งในปี 2555-2556 คือลดลงตามลักษณะของงาน
ขณะเดียวกัน ได้ประสานงานกับสถาบันการเงินอื่นๆ ให้มารับพนักงาน บสท.ไปทำงาน เพราะพนักงานของ บสท.มีประสบการณ์ด้านปรับโครงสร้างหนี้ ลักษณะงานคล้ายกัน คืองานด้านสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็ก-กลาง ต้องการคนมีประสบการณ์ เพราะว่าแบงก์ต้องการก้าวเร็ว ถ้ารับเด็กจบใหม่จะต้องใช้เวลานานว่าจะเริ่มทำงานได้
นอกจากคุยกับ ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แล้วยังได้คุยกับสถาบันคุ้มครองเงินฝากและธนาคารเกียรตินาคิน ก็สนใจจะรับพนักงาน บสท.
นับจากนี้ต่อไปปัญหาแนวทางการบริหารหนี้เสียของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อาจจะต้องรอลุ้นถึงช่วงรัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น